Sunday, July 28, 2013

อุตริจะขายหมูปิ้ง


    





ปี 2542 จำได้ว่าตอนนั้นงานไม่เยอะ ขึ้นเวรเดียวไม่มีควงเวร 16 ชั่วโมงทำให้มีเวลาว่างเยอะเริ่มฟุ้งซ่าน เลยปิ๊งไอเดียขายของที่ตลาดนัดแถวบ้านน้องผู้ช่วยดีกว่า ไม่ได้การล่ะ หาผู้ร่วมโครงการ ได้มาสามคน หนึ่งไดเรคเทอ อิชั้นเองฮ่ะ สองคือน้องพยาบาล สามคือน้องผู้ช่วย เขาเช่าแฟลตการเคหะตรงแจ้งวัฒนะเพื่ออยู่อาศัย บริเวณนั้น จะมีตลาดนัดตอนเย็นทุกวันอะไรจำไม่ได้แล้ว ค่าเช่าที่ 20 บาท ตกลงกันว่าเราจะเริ่มกันพฤหัสนี้
ไอ้ความมั่นใจในตัวเองสูงมากนี่ไม่ใช่ว่าจะดีทุกทีไปนะ เกิดมายังไม่เคยหมักหมูปิ้งเลย กะหมักครั้งเดียวขาย จัดการแล่หมู หมักเครื่องปรุงแล้วใส่สับปะรดเพราะรู้ว่ามามันทำให้เนื้อนุ่ม ใส่ไปชิ้นนึง เอ เดี๋ยวไม่นุ่มเอ้าอีกชิ้นละกัน ใส่ไปใส่มาหมดสามชิ้น อูย เนื้อต้องนุ่มแน่ๆ
เย็นนั้นหอบข้าวของไปแฟลตน้อง น้องเขาไปยืมโต๊ะของคนข้างห้องมากาง หอบเอาเตาถ่าน ถ่าน ของกระจุกกระจิก ส่วนน้องพยาบาลโทรมาบอกด้วยความเสียดายว่ามาไม่ได้เพราะเพื่อนป่วยต้องขึ้นเวรแทน แล้วก็บ่นๆว่าเสียดายๆอยากมาช่วยขายมากๆเลย เราปลอบไปว่าไม่เป็นไรนะ เอาหมูยอมาเสริมขายก็ดีแล้ว

กว่าจะหาที่ได้ลงตัวก็แบกโต๊ะเร่ไปมา อย่างหน้าอดสู ได้ตรงไหนไม่ได้ดั๊นมาตั้งปุ๊ข้างแขกอิสลามขายขนมกุ่ยช่ายเห็นบังหน้าเข้มเหล่ๆ ตั้งแต่เรามาแล้ว คนที่ขายประจำจะรู้ว่าคนใหม่คือคนไหน เราพยายามเก๊กท่าให้มันดูคล่องแต่มันดันดูน่าข้องใจมากกว่าว่าจะรอดไหม เพราะเริ่มตั้งแต่ติดเตาถ่านก็ไม่ติดเสียแล้ว บังทนไม่ไหวเลยให้คำแนะนำในการจุดเตา โหย ตอนนั้นนะ เหงื่อแตกเต็มตัวเพราะตื่นเต้นหรือเพราะร้อนก็ไม่รู้ เอาล่ะ เตาติดแล้ว ต่อไปควักเอาหมูที่เสียบไว้ออกมาปิ้ง ค่อยๆวางๆ เวลาผ่านไปสักพัก หมูที่เสียบอยู่บนไม้ค่อยๆหลอมตัว แล้วหล่นปุ๊ลงไปที่เตาทีละไม้อย่างช้าๆ เรากับน้องผู้ช่วยตอนนั้นกำลังเกิดอาการอยากจะมุดหายไปจากโลกจริงๆ เกิดอะไรขึ้นกับหมูของเราวะพอไปพลิกหมูที่เหลือดูในกล่องถึงได้รู้ว่า สัปะรดได้ทำการย่อยหมูจนเละไปหมดแล้ว ไอ้ที่ปิ้งได้จนรอดอุตส่าห์เอาขึ้นมาวางบนถาดหกเจ็ดไม้ เวลาคนเดินผ่านไปมา มองแล้วทำหน้าเหวอ บางคนขมวดคิ้ว คงสงสัยว่ามันขายอะไรกันวะ บางคนก็มาขอซื้อหมูยอ แล้วเหลือบดูหมูปิ้งในถาดด้วยอาการข้องใจ ตอนนั้นขอบอกว่า ถ้ามีรูก็จะมุดหายทิ้งไอ้นอ้งผู้ช่วยไว้คนเดียว ตอนนั้นบังก็ทำหน้าสังเวชสุดชีวิต ตั้งหน้าทอดกุ่ยช่ายต่อไป

ตอนนั้นไม่รู้จะทำไงถึงจะรอดไปจากตรงนั้นได้ เลยนึกแผนการนึงขึ้นมาได้ แอบส่งซิคว่าชั้นจะเล่นละคร เล่นตามนะเว้ยทำเป็นหยิบโทรศัพท์แล้วพูดคนเดียว “จริงๆเหรอ แล้วเป็นไงบ้าง ตายจริง ได้ได้ จะไปเดี๋ยวนี้ล่ะ “ ไอ้น้องผู้ช่วยก็ทำเป็นละล่ำละลักถาม พี่ๆ มีเรื่องด่วนเหรอ ทำไงล่ะ ต้องรีบไปหรือเปล่า เราก็รับเลย อยู่ไม่ได้แล้วเอ็ง แม่ข้ามีเรื่องเก็บของเร็วเข้า ระหว่างพูดก็ทำพูดดังมากๆ เพื่อให้คนที่ขายข้างๆได้ยินว่า ที่เก็บก่อนนี่ไม่ใช่ขายไม่ได้นาเฟ้ย มันมีเรื่องต่างหาก หันไปบ่นกับอาบัง แย่จัง มาขายวันแรกก็มีเรื่องเสียแล้ว อาบังทำหน้าแบบ ไม่มีเรื่องเอ็งก็คงจะขายได้หรอกนะ ...
เรื่อง ขายหมูปิ้งนี้ ถ้าพูดขึ้นมาทีไร ได้หัวเราท้องแข็งทุกที หมูที่เหลือเป็นกิโลนั้น เชื่อหรือเปล่าว่าเอาไปทำสุกแล้วให้น้องหมาข้างแฟลตกิน มันเดินหนีเฉยเลย
ไอ้น้องพยาบาลโทรมาหา พอรู้เรื่องราวทั้งหมดก็บอกว่า โห พี่ หนูรู้สึกโชคดียังไงไม่รู้ที่ต้องขึ้นเวรด่วน ดูๆ ดูมันพูดเข้า...

อีก4-5 ปีต่อมา เมื่อต้องมาอยู่ต่างแดน นึกอยากกินหมูปิ้งและข้าวเหนียว ต้องลงมือทำเอง ใจจะนึกถึงเรื่องราวปีนั้นไม่เคยลืม ทำให้ยิ้มและหัวเราะน้ำหูน้ำตาร่วงได้ทุกครั้ง

No comments:

Post a Comment