เมื่อวานไปโตโกมา ก็เลยซื้อผักตระกูลเดียวกับกวางตุ้งบ้านเรา มาสามสี่กำ อยากทำเกี๊ยวน้ำกิน ไมได้ทำนานแล้ว เป็นอาหารที่ทำง่ายๆ เสร็จทันใจ ถ้ามีเครื่องเคียงทุกอย่างครบ ก่อนอื่นเราก็ต้องเอาหมูลงปั่นเสียก่อน แบบนี้
จากนั้นก็เอามาใส่เครื่องปรุง เราใส่เกลือ น้ำมันงา แป้งข้าวโพด 1 ช้อนชา กระเทียมนี่ปั่นลงไปด้วย พริกไทยใครจะใส่ด้วยก็ได้ ถ้ามีเห็ดหอมก็ใส่ด้วยก็หรูขึ้นมาอีกนิด แต่วันนี้ขี้เกียจนะ เห็ดยังแข็งโป๊กอยู่เลย ไม่ได้แช่น้ำ ไม่รอละวุ้ย
จากนั้นก็เอามาห่อใส่แป้งเกี๊ยว แป้งนี้ต้องเลือกชนิดที่ใช้สำหรับทำเกี๊ยวน้ำ ไม่ใช่ชนิดที่ใช้ทอดนะ ความหนาของแป้งจะต่างกันจ้ะ ห่อแล้วก็ได้หน้าตาแบบนี้
กระเทียมเจียว ขาดไม่ได้นะ กำลังทอดกระเทียม พี่โจเข้าบ้านมาพอดี ชะงักยังกะแด๊กกูล่าเจอกระเทียม เอามือบีบจมูกวิ่งหนีไปเลย
เสร็จแล้วก็ต้มน้ำซุปก้อนคนอร์ เอาเกี๊ยวลงตอนน้ำเดือด ตามด้วยผัก ปิดไฟตอนผักสลบ โรยด้วยกระเทียมเจียว ตักใส่ปากเอ้ย ใส่ชามก่อน
อร่อยหรือไม่ ไม่รู้ หมดไปอย่างรวดเร็ว นังหนูอิซูมิ น้องหมา มองตาปริบๆ ไม่เหลือถึงเธอสักนิด
ปี 2542 จำได้ว่าตอนนั้นงานไม่เยอะ ขึ้นเวรเดียวไม่มีควงเวร 16 ชั่วโมงทำให้มีเวลาว่างเยอะเริ่มฟุ้งซ่าน เลยปิ๊งไอเดียขายของที่ตลาดนัดแถวบ้านน้องผู้ช่วยดีกว่า ไม่ได้การล่ะ หาผู้ร่วมโครงการ ได้มาสามคน หนึ่งไดเรคเทอ อิชั้นเองฮ่ะ สองคือน้องพยาบาล สามคือน้องผู้ช่วย เขาเช่าแฟลตการเคหะตรงแจ้งวัฒนะเพื่ออยู่อาศัย บริเวณนั้น จะมีตลาดนัดตอนเย็นทุกวันอะไรจำไม่ได้แล้ว ค่าเช่าที่ 20 บาท ตกลงกันว่าเราจะเริ่มกันพฤหัสนี้
ไอ้ความมั่นใจในตัวเองสูงมากนี่ไม่ใช่ว่าจะดีทุกทีไปนะ เกิดมายังไม่เคยหมักหมูปิ้งเลย กะหมักครั้งเดียวขาย จัดการแล่หมู หมักเครื่องปรุงแล้วใส่สับปะรดเพราะรู้ว่ามามันทำให้เนื้อนุ่ม ใส่ไปชิ้นนึง เอ เดี๋ยวไม่นุ่มเอ้าอีกชิ้นละกัน ใส่ไปใส่มาหมดสามชิ้น อูย เนื้อต้องนุ่มแน่ๆ
เย็นนั้นหอบข้าวของไปแฟลตน้อง น้องเขาไปยืมโต๊ะของคนข้างห้องมากาง หอบเอาเตาถ่าน ถ่าน ของกระจุกกระจิก ส่วนน้องพยาบาลโทรมาบอกด้วยความเสียดายว่ามาไม่ได้เพราะเพื่อนป่วยต้องขึ้นเวรแทน แล้วก็บ่นๆว่าเสียดายๆอยากมาช่วยขายมากๆเลย เราปลอบไปว่าไม่เป็นไรนะ เอาหมูยอมาเสริมขายก็ดีแล้ว
กว่าจะหาที่ได้ลงตัวก็แบกโต๊ะเร่ไปมา อย่างหน้าอดสู ได้ตรงไหนไม่ได้ดั๊นมาตั้งปุ๊ข้างแขกอิสลามขายขนมกุ่ยช่ายเห็นบังหน้าเข้มเหล่ๆ ตั้งแต่เรามาแล้ว คนที่ขายประจำจะรู้ว่าคนใหม่คือคนไหน เราพยายามเก๊กท่าให้มันดูคล่องแต่มันดันดูน่าข้องใจมากกว่าว่าจะรอดไหม เพราะเริ่มตั้งแต่ติดเตาถ่านก็ไม่ติดเสียแล้ว บังทนไม่ไหวเลยให้คำแนะนำในการจุดเตา โหย ตอนนั้นนะ เหงื่อแตกเต็มตัวเพราะตื่นเต้นหรือเพราะร้อนก็ไม่รู้ เอาล่ะ เตาติดแล้ว ต่อไปควักเอาหมูที่เสียบไว้ออกมาปิ้ง ค่อยๆวางๆ เวลาผ่านไปสักพัก หมูที่เสียบอยู่บนไม้ค่อยๆหลอมตัว แล้วหล่นปุ๊ลงไปที่เตาทีละไม้อย่างช้าๆ เรากับน้องผู้ช่วยตอนนั้นกำลังเกิดอาการอยากจะมุดหายไปจากโลกจริงๆ เกิดอะไรขึ้นกับหมูของเราวะพอไปพลิกหมูที่เหลือดูในกล่องถึงได้รู้ว่า สัปะรดได้ทำการย่อยหมูจนเละไปหมดแล้ว ไอ้ที่ปิ้งได้จนรอดอุตส่าห์เอาขึ้นมาวางบนถาดหกเจ็ดไม้ เวลาคนเดินผ่านไปมา มองแล้วทำหน้าเหวอ บางคนขมวดคิ้ว คงสงสัยว่ามันขายอะไรกันวะ บางคนก็มาขอซื้อหมูยอ แล้วเหลือบดูหมูปิ้งในถาดด้วยอาการข้องใจ ตอนนั้นขอบอกว่า ถ้ามีรูก็จะมุดหายทิ้งไอ้นอ้งผู้ช่วยไว้คนเดียว ตอนนั้นบังก็ทำหน้าสังเวชสุดชีวิต ตั้งหน้าทอดกุ่ยช่ายต่อไป
ตอนนั้นไม่รู้จะทำไงถึงจะรอดไปจากตรงนั้นได้ เลยนึกแผนการนึงขึ้นมาได้ แอบส่งซิคว่าชั้นจะเล่นละคร เล่นตามนะเว้ยทำเป็นหยิบโทรศัพท์แล้วพูดคนเดียว “จริงๆเหรอ แล้วเป็นไงบ้าง ตายจริง ได้ได้ จะไปเดี๋ยวนี้ล่ะ “ ไอ้น้องผู้ช่วยก็ทำเป็นละล่ำละลักถาม พี่ๆ มีเรื่องด่วนเหรอ ทำไงล่ะ ต้องรีบไปหรือเปล่า เราก็รับเลย อยู่ไม่ได้แล้วเอ็ง แม่ข้ามีเรื่องเก็บของเร็วเข้า ระหว่างพูดก็ทำพูดดังมากๆ เพื่อให้คนที่ขายข้างๆได้ยินว่า ที่เก็บก่อนนี่ไม่ใช่ขายไม่ได้นาเฟ้ย มันมีเรื่องต่างหาก หันไปบ่นกับอาบัง แย่จัง มาขายวันแรกก็มีเรื่องเสียแล้ว อาบังทำหน้าแบบ ไม่มีเรื่องเอ็งก็คงจะขายได้หรอกนะ ...
เรื่อง
ขายหมูปิ้งนี้ ถ้าพูดขึ้นมาทีไร ได้หัวเราท้องแข็งทุกที
หมูที่เหลือเป็นกิโลนั้น
เชื่อหรือเปล่าว่าเอาไปทำสุกแล้วให้น้องหมาข้างแฟลตกิน มันเดินหนีเฉยเลย
ไอ้น้องพยาบาลโทรมาหา พอรู้เรื่องราวทั้งหมดก็บอกว่า โห พี่ หนูรู้สึกโชคดียังไงไม่รู้ที่ต้องขึ้นเวรด่วน ดูๆ ดูมันพูดเข้า...
อีก4-5
ปีต่อมา เมื่อต้องมาอยู่ต่างแดน นึกอยากกินหมูปิ้งและข้าวเหนียว
ต้องลงมือทำเอง ใจจะนึกถึงเรื่องราวปีนั้นไม่เคยลืม
ทำให้ยิ้มและหัวเราะน้ำหูน้ำตาร่วงได้ทุกครั้ง
ปลายมิถุนายน ปีนี้ได้มีโอกาสไปเที่ยวประเทศเชครีพับบลิค ตามคำเชิญของเพื่อนรักของคุณสามี ซึ่งได้เชิญมาหลายปีแล้ว แต่ไม่สบโอกาสเสียที บ้านของเพื่อนคนนี้อยู่ที่เมือง Znojmo ออกเสียงว่า สนอยโม เป็นเมืองอยู่ค่อนไปทางใต้ของเชค ห่างจากปราก 300 กิโลเมตร ห่างจากเวียนนา ออสเตรียแค่ 60 กิโลเมตร
บ้านของมาตินปลูกอยู่บนเนื้อที่ราวๆ เกือบหนึ่งไร ด้านหลังของบ้านเป็นเนื้อที่สำหรับปลูกต้นไม้และผลไม้บางอย่าง มีสตรอแบรี่ เชอรี่ แอพพริคอต เป็นต้น ตอนไปถึง สตรอแบรี่กำลังสุกงอมเยอะมาก เรียกว่ากินได้จากต้นสดๆ กันเลย กินจนจุก เจ้าบ้านเก็บเอามาทำแยมและทำเป็นซอสเก็บไว้กินช่วงหน้าหนาวด้วย
พักอยู่บ้านมาตินสี่คืน มาตินพาไปเที่ยวรอบๆเมืองสนอยโม มีสถานที่ให้คนมาพักผ่อนหย่อนใจเยอะ มีปราสาทสวยๆหลายที่ แต่ได้ไปเยี่ยมชมสองสามที่ สนอยโมเป็นเมืองผ่านที่สำคัญในสมัยก่อน เพราะการที่จะไปปราก หรือจากปรากไปเวียนนา ต้องผ่านเมืองนี้ จึงนับว่าเมืองนี้มีความสำคัญในทางการเมืองและเศรษฐกิจอยู่ไม่น้อยเลย
เ
ส้นทางระหว่างเมืองต่อเมือง เราจะเห็นต้นเชอรี่ขึ้นเต็มไปหมด นักท่องเที่ยวสามารถจอดรถเด็ดเชอรี่กินได้ตามสบาย พวกขี่จักรยานก็จอดจักรยานพักเหนื่อยเด็ดเชอรี่กินแก้กระหาย มาตินเล่าว่า สมัยก่อนโน้น กษัตริย์ได้มีดำริให้ปลูกผลไม้ข้างทางไว้ เพื่อที่ว่าประชาชนของท่าน จะได้ไม่อดอยากในช่วงเดินทางจากเมืองหนึ่งไปอีกเมืองหนึ่ง สมัยก่อน เดินทางด้วยเท้า ม้า วัว การเดินทางก็ใช้เวลานานกว่าสมัยนี้ แถมไม่มีมินิมาร์ทให้เข้าไปซื้อซาลาเปามากินเสียด้วย ไอเดียกิ๊บเก๋ของกษัติรย์พระองค์นั้นยังคงสืบต่อมาถึงทุกวันนี้ เพราะเชคไม่มีระบอบกษัติรย์เสียแล้ว แต่รัฐบาลก็ยังส่งเสริมความคิดนี้ต่อๆมา โดยปลูกเชอรี่ทดแทนต้นที่เก่าและตายไปอยู่เสมอ
ปราสาทฟรานอฟ ตั้งอยู่บนเขาสูง พวกเราจอดรถไว้แล้วเดินเลาะไปด้านข้าง ผ่านป่าครึ้ม ได้ยินเสียงนกร้องเป็นระยะ ๆ ระยะทางประมาณ 500 เมตร เดินในระดับขึ้นชันแต่ไม่ถึงกับรู้สึกเหนื่อยเกินไป
จากนั้นเราได้ไปแวะเขื่อน วันนั้นอากาศดี แดดแรง ฝรั่งมังค่ามานอนอาบแดด เล่นน้ำ พักผ่อนกันเยอะแยะ บ้างก็นั่งจิบกาแฟ ที่เทอเรซร้านอาหารมองวิว มองผู้คน เชคเป็นประเทศไม่มีเขตติดกับทะเล จึงมีเพียงเขื่อน หรือแม่น้ำที่พอจะหาความสำราญได้
สองคืนสุดท้ายเรากับพี่โจไปเยี่ยมเยือนปราก พี่โจมาบ่อยแต่สำหรับเรามันคือครั้งแรก ปรากเป็นเมืองที่มีตึกรามบ้านช่องที่ถูกบูรณะไว้อย่างดี มีการเพ้นท์ภาพบนกำแพงตึกบางตึกด้วย แสดงให้เห็นถึงความวิจิตรบรรจงของคนสมัยก่อน บวกกับเวลาทีเหลือเฟือ วันที่เราไปโชคไม่ดีนัก ฝนตก ฟ้าครึ่ม ภาพที่ได้จึงเป็นบรรยากาศอีกแบบของเมืองปราก
สำหรับเราการมาเชครีพับบลิคครั้งแรก มีความประทับใจ อาหารการกินถูกปาก ผู้คนก็เป็นมิตร และดูง่ายๆสบายๆ กว่าคนในยุโรปตะวันตก เกือบๆจะคล้ายคนไทยเลยทีเดียว ปรากสำหรับเราเป็นเมืองสวยแต่แค่ครั้งเดียวก็พอแล้ว คราวหน้า ถ้ามีโอากาสก็จะขอไปเที่ยวเมืองอื่นๆในเชคบ้าง
มาตินและคุณพ่อของเขา ต้อนรับพวกเราดีมาก เราได้มีโอกาสทำอาหารไทยให้เขาลองชิม ติดใจกันใหญ่ มาตินก็ประทับใจมากที่พวกเราเป็นแขกแต่ทำตัวไม่เหมือนแขก เพราะว่าแขกดันไปทำอาหารให้เจ้าบ้านกิน อาการแบบนี้หาได้ในเฉพาะคนไทยเท่านั้น :))
Thank you very much Martin and your father for your kindness and your hospitality. We will visit you again for sure!!